EKP

เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 

 


โรงพยาบาล


ฉันก็ไม่ได้เกลียดอะไรในโรงพยาบาลหรอกนะ แค่ไม่ชอบบรรยาศที่นี่เอาเสียเลย ก็อย่างว่า คนในครอบครัวล้มหมอนนอนเสื่อจนต้องนอนโรงพยายาบาลคงจะไม่มีใครหัวเราะออก กับบรรยากาศที่เงียบวังเวงเสียจนเวลาเดินได้ยินเสียงเท้าของตัวเองดังชัดแบบนี้ ฉันจะพยายามทนเอาละกัน

การที่ต้องมาในที่ๆ ตัวเองไม่ชอบหรือไม่คุ้นเคยย่อมรู้สึกอึดอัดเป็นธรรมดา สาเหตุที่ต้องมาที่โรงพยาบาลไม่ใช่ว่าฉันป่วยหรือใครป่วยหรอก แค่มาหาเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องที่เด็กๆ หายตัวไปเท่านั้น ดูเหมือนตำรวจจะวิ่งสืบกันให้ควั่กจนถึงขนาดตั้งเงินรางวัลกันเลยทีเดียว อืม เดาถูกแล้วล่ะ ถ้าไม่มีเงินรางวัลฉันก็ไม่มาเหยียบที่นี่หรอก

ช่วงสองสามวันนี้ข่าวลือเรื่องที่เด็กหายตัวไปเริ่มเป็นที่พูดถึงกันหนาหูมากขึ้น บ้างก็ว่าโดนแก๊งค้ามนุษย์จับไปบ้างล่ะ รีดค่าไถ่บ้างล่ะ แต่ก็มีคนบางกลุ่มที่โยงเรื่องนี้เข้ากับเรื่องเหนือธรรมชาติเหมือนกัน เช่น โดนผีลักซ่อน…

ผีลักซ่อนงั้นเหรอ

ใช่ว่าฉันไม่เชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้หรอกนะ โลกนี้มันซับซ้อนจะตายไป ดูจากตัวเองเป็นพื้นฐานก็น่าจะได้ บางทีการหายตัวไปของเด็กๆ อาจจะเกี่ยวข้องกับฝีมือของคนที่มีพลังพิเศษอะไรบางอย่าง…

จะเริ่มหาเบาะแสจากอะไรก่อนดี แถมขอบเขตการค้นหาค่อนข้างจำกัดซะด้วย คงไม่มีใครยอมให้เด็กม.ปลายไม่รู้อีโหน่อีเหน่เข้าๆ ออกๆ แผนกต่างๆ ในโรงพยาบาลโดยที่ไม่ป่วยเป็นอะไรหรอกมั้ง จะให้เดินถามไปเรื่อยๆ ก็เปลืองแรงเกินไป สู้หาที่ๆ มีคนพลุกพล่านแล้วแอบนั่งฟังคนอื่นเขาคุยกันน่าจะดีกว่า

จ้อกแจ้กๆ

สองเท้าของฉันหยุดชะงักก่อนจะมองหาที่มาของเสียงคนที่ได้ยิน แปลก รอบตัวไม่มีใครสักหน่อย จะมีเสียงได้ยังไงกัน หรือว่าจะมีคนอยู่ตรงทางเดินอีกฝั่ง? ท่างทางฉันจะเริ่มหลอนไปเองแล้ว รีบๆ ไปที่อื่นดีกว่า

หา ใครบอกว่าฉันกลัว? แค่จะรีบไปหาเบาะแสจากที่อื่นเท่านั้น นี่ก็ใกล้บ่ายสามแล้ว ถ้ากลับช้าคงถูกแย่งอาหารเย็นหมดแน่ เห็นแก่กินแล้วไงล่ะ เคยได้ยินหรือเปล่าว่ากองทัพเดินด้วยท้อง อีกอย่าง เค้กที่อยู่ในตู้เย็นน่าเป็นห่วงมาก ถ้ากลับไปแล้วมันหายไปจากตู้.. ฉัน ฉันจะโทษยูมิล่ะนะ (เกี่ยว?)

แถวๆ โรงอาหารหรือแผนกรับยาน่าจะเป็นที่ๆ มีคนเยอะดี แถมไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาติก็เดินเข้าออกได้ตามสบาย แต่ถ้าไปโรงอาหารต้องเสียเงินเป็นแน่ ไปแผนกรับยาดีกว่า... คิดได้ดังนั้นแล้วฉันจึงรีบสาวเท้าไปยังสถานที่เป้าหมายเพื่อไม่ให้เสียเวลา หลังจากหาที่นั่งจับจองได้แล้วก็ยกหนังสือพิมพ์แถวนั้นขึ้นมาอ่านบังหน้า หูก็ฟังคนอื่นเขาคุยกันไป ...ทำแบบนี้แล้วดูลับๆ ล่อๆ ชอบกล ว่าตามตรงนะ ฉันคิดว่าหาแบบนี้โอกาสที่จะเจอเบาะแสก็คงยากอยู่ดี แต่ดูถูกข่าวซุบซิบได้ที่ไหนกัน สิบเรื่องอาจจะจริงทั้งสิบเรื่อง หรือไม่จริงแม้แต่เรื่องเดียวเลย เอาเป็นว่าค่อยๆ ฟังคนรอบข้างคุยไปก่อนก็แล้วกัน

"ออกจากโรง'บาลแล้วฉันอยากกินหม้อไฟจังเลย"

เสียงผู้หญิงคนนึงดังขึ้นจากอีกฟากของโต๊ะ

"น้อยๆ หน่อยเถอะ นี่มันหน้าร้อนนะ เดี๋ยวก็ได้เข้าโรงบาลกันอีกพอดี"

ผู้ชายอีกคนตอบด้วยน้ำเสียงเอือมระอา ฉันไม่ได้ตั้งใจฟังนะ แค่หูบังเอิญไปได้ยินเท่านั้น... การแอบฟังคนอื่นคุยแบบนี้ออกจะเสียมารยาทไปนิด แต่ทั้งคู่ไม่ยอมลดเสียงให้เบาเองนี่นา ฉะนั้นก็คงไม่ถือว่าแอบฟังหรอกมั้ง

"แหม งั้นเราไปหาอะไรกินกันข้างนอกก็ได้ ร้านริมป่าที่เราเคยไปกันน่ะ อร่อยมากเลย ไปนะๆๆ"

"ไม่เอา"

ฝ่ายชายปฏิเสธอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ทำให้อีกฝ่ายหน้ามุ่ยทันควัน

"อะไรกัน ไม่ได้จะไปกินหม้อไฟสักหน่อย แค่นี้ก็ไปไม่ได้"

"...นี่เธอจำเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังไม่ได้หรือไง"

อีกฝ่ายทำเสียงจนใจเสียเต็มประดา

"ที่ว่าลูกของป้าข้างบ้านฉันไปเที่ยวริมป่าเมื่อสามวันก่อน ตอนนี้ยังไม่กลับมาเลย"

อะไรนะ

ฉันรีบตั้งใจฟังทันใด ดูเหมือนทั้งสองคนจะยังไม่รู้ตัวว่ามีคนแอบฟังอยู่ก็คุยต่อไปเรื่อยๆ

"อ๊ะ อา... เด็กคนนั้นสินะ ก็คนมันนึกไม่ถึงนี่นา แล้วคุณป้าไปแจ้งความหรือยัง?"

ฝ่ายหญิงถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงนิดๆ

"แจ้งแล้วล่ะ แต่ฉันไม่คิดว่ามันจะช่วยอะไรได้มากหรอกนะ"

"เอ๋ ไหงพูดแบบนั้นล่ะ!"

เธอร้องเสียงแหลมก่อนจะลดเสียงลงเมื่อเห็นคนรอบข้างหันมามองเป็นตาเดียว

"อาจจะถูกลักพาตัวไปขายก็ได้ เกิดเรื่องแบบนี้ตำรวจคงไม่ยอมอยู่เฉยหรอก ใช่ไหม"

"คงงั้น แต่ฉันไม่คิดว่าเรื่องนี้เป็นฝีมือคนหรอกนะ เพราะเด็กบางคนที่กลับมาได้จำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง เอาแต่พูดวกวน ถ้าถูกลักพาตัวไปไม่น่าจะเป็นแบบนี้นะฉันว่า"

"นายจะบอกว่านั่นเป็นฝีมือพวกผีหรือไง ไร้สาระน่า"

"อาจจะเป็นไปได้"

อีกฝ่ายไหวไหล่ก่อนจะลุกขึ้น

"ฉันไปจ่ายเงินล่ะ รอตรงนี้แป๊ป"

"อืม"

ฝ่ายหญิงรับคำก่อนจะมุ่ยหน้านิดๆ ฉันจะเข้าไปถามดีไหมนะ แต่แบบนี้ก็แปลว่าฉันแอบฟังสิ เอาไงดี ขณะที่ฉันกำลังลังเลอยู่นานสองนานฝ่ายชายก็เดินกลับมา ทั้งคู่พากันลุกขึ้นแล้วก็พากันกลับออกไปอย่างรวดเร็ว

...ช่างเถอะ ความจริงก็ขี้เกียจถามด้วย แบบนี้เรียกว่าเบาะแสได้หรือเปล่านะ ขากลับค่อยแวะไปดูแถบชายป่าดีกว่า

นี่ฉันกระตือรือร้นที่จะหาข้อมูลแล้วนะ! อย่าหาว่าฉันอู้สิ!

ฉันก้าวเท้าออกจากโรงพยาบาล พอพ้นแล้วค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นหน่อย กลิ่นของโรงพยาบาล ให้ตายยังไงฉันก็ทำใจชอบไม่ได้จริงๆ

พอเงยหน้ามองขึ้นฟ้าก็พบว่าฟ้าออกแสงสีส้มจางๆ แสดงว่าใกล้ค่ำแล้ว เรื่องไปแถวๆ ป่าเวลานี้นี่มัน... ไว้พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ค่อยไปดีกว่า

ฉันเดินเอื่อยๆ ริมถนนรับลมจากชายฝั่ง การใช้ชีวิตแบบเรื่อยๆ แบบนี้ไม่คิดมาก่อนเลยว่าจะได้สัมผัสกับเขาเหมือนกัน ถึงจะวุ่นวายหนวกหูไปบ้างก็ไม่เป็นไร

กาลเวลาที่ยาวนาน ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นทำให้อีกฝ่ายสำคัญขึ้นในใจบ้างเล็กน้อย ถ้าคอยทะนุถนอมไว้จะต้องไม่เป็นไรแน่นอน

บรรยากาศในโรงพยาบาลทำฉันฟุ้งซ่านเล็กน้อย แต่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่คิดถึงอดีตนั่นอีก ต้องทำให้ได้

เรื่องคนหายไปนี่ไว้หารือกันอีกทีดีกว่า ฉันแอบรู้สึกว่ามันไม่ใช่ฝีมือคนธรรมดายังไงไม่รู้ หลายหัวดีกว่าหัวเดียวล่ะนะ ...ใครว่าฉันขี้เกียจคิดกัน อย่าโมเมสิ

เย็นนี้กินหม้อไฟดีไหมนะ

เมื่อนึกถึงหลายๆ คนที่รออยู่แล้วฉันก็อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง น่าขำชะมัด ถึงจะมารวมกลุ่มกันได้ด้วยเหตุผลบ้าๆ บอๆ แต่กลับรู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าครอบครัวตัวเองเสียอีก

ฉันสางผมไปฮัมเพลงไปด้วย



-END of Chapter 3-
            Tsuneoki Saori (Kagami) No.4 

 

 

สรุปผลสำรวจ : พบเบาะแสเล็กน้อย แถบชายป่าน่าสงสัย ไว้ค่อยไปสืบอีกที