เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของ
 

 

           ได้ยินมาว่าการที่เราได้พบใครสักคนนั้นถูกกำหนดโดยโชคชะตา

            อาจเป็นเพราะความบังเอิญ จงใจหรืออะไรก็ตาม เหตุการณ์ที่ได้ประสบพบเจอทุกอย่างนั้นล้วนแล้วแต่ถูกคำว่าโชคชะตาบังคับไว้ทั้งสิ้น

           ไม่ว่าจะพยายามหลีกเลี่ยงสักเพียงใดก็ไม่อาจหนีพ้น ได้แต่วนเวียนไปในกงล้อของโชคชะตาไม่มีที่สิ้นสุด

            อา.. ความรู้สึกที่เหมือนถูกบังคับให้เล่นตามเกมแบบนี้ยังไงก็ไม่ชอบจริงๆ แฮะ


            แสงแดดเจิดจ้าที่แยงเข้าตาฉันในตอนนี้ทำให้รู้สึกไม่สบอารมณ์เลยจริงๆ ทั้งๆ ที่พยากรณ์อากาศบอกไว้ว่าวันนี้จะมีเมฆครึ้มไร้แดดแล้วแท้ๆ ฉันกว่าแล้วเชียวว่าพยากรณ์อากาศอะไรนี่มันเชื่อไม่ได้ อืม... แต่อุตส่าห์ออกจากบ้านมาตั้งไกลขนาดนี้แล้ว จะให้กลับไปคงเสียดายเวลาแย่ คิดปลอบใจตัวเองได้ดังนั้นแล้วฉันก็กัดฟัน (?) เดินท้าแสงแดดต่อไป

            เป้าหมายของฉันคือร้านเค้กชื่อดังในย่านร้านค้านี้ ได้ข่าวว่าเนื้อครีมเค้กของที่นี่อร่อยมากเลยอยากจะมาลองชิมดูสักหน่อย หวังว่าจะอร่อยคุ้มค่ากับหยาดเหงื่อที่ฉันฝ่าแดดวันนี้มานะ(...)

            อืม... เลี้ยวซ้ายตรงนี้ ตรงไปอีกร้อยเมตร เลี้ยวขวา...

            ไม่นานนักร้านเค้กที่ฉันหมายปอง(?) ไว้ก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า เอ่อะ คนจะเยอะไปไหน หรือวันนี้จะมีเค้กลดราคากัน คิดสรุปเองเสร็จสรรพฉันก็รีบสาวเท้าเข้าไปเบียดกับฝูงชนในร้านทันที(...)

            อ๋า... เค้กช็อกโกแลตก็น่ากิน แยมส้มก็น่าอร่อย สตอเบอร์รี่ชอร์ตเค้กให้สตอเบอร์รี่ลูกใหญ่จัง จะเอาเงินมาพอหรือเปล่านะ... ฉันคิดพลางล้วงหยิบกระเป๋าตังค์ในเป้ออกมา

            อะ เอ๊ะ!? กระเป๋งตังค์!?

            ควานหาอยู่นานก็ไม่เจอกระเป๋าตังค์สักที ฉันเลยวิ่งหลบมุมออกมาตรงข้างๆ แล้วเทของในกระเป๋าออกมาทั้งหมด... มีทิชชู่ ส้อม (?) ยาดม (???) แต่ก็ไม่มีวี่แววของสิ่งที่เรียกกระเป๋าตังค์เลยสักนิด ฉันหน้าซีดทันควัน ในนั้นเป็นเงินก้อนสุดท้ายของเดือนนี้แล้วนะ! งานพิเศษก็เพิ่งโดนไล่ออกมาซะด้วย โอ๊ยๆๆ ตาย แล้วจะเอาอะไรกิน แค่เงินกลับบ้านยังจะไม่มีเลย!

            ใจเย็นๆ... อาจหล่นในร้านตอนเบียดกับคนก็ได้ ฉันสาวเท้ากลับเข้าร้านไปอีกครั้งก้มหน้าหากระเป๋าตังค์ที่พื้น โอ๊ย นี่มันวันซวยของฉันแท้ๆ รู้แบบนี้น่าจะกลับบ้านตั้งแต่ตอนเห็นแดดร้อนเปรี้ยงปร้างกลางหัวแล้วนะซาโอริ!

            “ขอโทษนะ... เห็นกระเป๋าตังค์ของฉันไหม ที่เป็นหนังสีน้ำตาลๆ... อ๊ะ! ฉันถามพลางมองหากระเป๋าเงินไปด้วย แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับผู้หญิงผมดำสั้นคนหนึ่ง ที่หัวของเธอทัดดอกเบญจมาศหรือดอกอะไรสักอย่างที่ฉันไม่รู้จักเอาไว้ นั่นช่างมันเถอะ เพราะในมือของเธอถือสิ่งที่เรียกว่ากระเป๋าตังค์ของฉันเอาไว้ ใช่แน่ๆ! เพราะว่าฉันปักชื่อตัวเองไว้ที่กระเป๋าตังค์น่ะสิ! แล้วมันคงไม่มีคนชื่อเหมือนฉัน บังเอิญใช้กระเป๋าตังค์แบบเดียวกัน แล้วก็ปักชื่อไว้ตำแหน่งเดียวกันเหมือนฉันหรอก!

            “นี่!!! ที่ถืออยู่ในมือเธอนั่นน่ะ มันกระเป๋าตังค์ของฉัน!!!” ฉันสาวเท้าอย่างเร็วเข้าไปหาผู้หญิงคนนั้นแล้วชี้ไปที่กระเป๋าตังค์ เธอดูชะงักๆ ไปนิดๆ แล้วเริ่มหน้าเสีย เหอะ! ยัยหัวขโมย! ก่อนที่ฉันจะอ้าปากพูดต่อว่า ผู้หญิงผมสั้นตาฟ้าก็ อุทานอย่างตกใจออกมาก่อน ผู้ชายผมดำที่นั่งอยู่ตรงข้างๆ เธอก็มองด้วยสายตาตะลึงนิดๆ

            “ห๊ะ... ยูมิจัง”

            ทั้งคู่มองผู้หญิงทัดดอกไม้ที่รู้สึกจะชื่อว่ายูมิด้วยสีหน้าตกใจ อะไรเนี่ย.. ยัยผู้หญิงที่ชื่อยูมิอะไรนี่ขโมยกระเป๋าตังค์ฉันมาไม่พอ ยังหลอกเพื่อนทั้งสอง (?) อีกเหรอ หรือว่ายัยนี่จะเป็นหนึ่งในขบวนการค้ามนุษย์เถื่อนที่จะตีซี้คนด้วยการเลี้ยงเค้ก จากนั้นก็หลอกไปฆ่าแล้วเอาอวัยวะขายทิ้ง (???)

            “เอาคืนมานะ!!” ฉันเท้าสะเอวตวาดเสียงดังจนคนในร้านหันมามองเป็นตาเดียว แต่ฉันไม่สนใจแล้วทำท่าจะกระชากเอากระเป๋าเงินคืนมา

            “จะให้คืนกระเป๋าก็ได้อยู่นะคะ….แต่ว่าเงินข้างในมัน….เอ่อ...”

            เธอกลับยิ้มแหยๆ แล้วเปิดกระเป๋าตังค์ให้ฉันดูเงินข้างในที่...

            ว่างเปล่า

            ใช่ อ่านไม่ผิดหรอก ว่างเปล่า เงินก้อนสุดท้ายที่ฉันเก็บออม (?) ไว้ใช้ในเดือนนี้หายเกลี้ยง ฉันกำมือแน่นแล้วยกนิ้วขึ้นชี้หน้าผู้หญิงคนนั้นสั่นระริกด้วยความโกรธ

            “รู้มั้ย... นั่นมันเงินก้อนสุดท้ายของฉันเลยนะ... แล้วฉันจะกินอะไร หา!!!

             “...”

             “ใช้คืนมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ก่อนที่ฉันจะแจ้งตำรวจข้อหาลักขโมย!!

             “อะ เอ่อ... อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่เลยนะคะ ขอร้องล่ะค่ะ...” ผู้หญิงผมดำยิ้มแหยๆ แล้วก้มตัวขอโทษพัลวัน แต่ตอนนี้แค่คำขอโทษมันช่วยอะไรไม่ได้หรอกนะ คิดว่าฉันจะปล่อยให้มันจบง่ายๆ ตอบว่าไม่เป็นไรแล้วร้องเพลงเลทอิทโกใส่หรือไง!!

            “อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่? การที่ถูกขโมยเงินเกือบหกพันเยนนี่เธอจะบอกไม่ใช่เรื่องใหญ่งั้นเหรอ!

            “ก็.. เรื่องใหญ่อยู่นะคะ ตะ แต่ว่า.. ฉัน ฉันก็ไม่มีปัญญาจะใช้คืนหรอกค่ะ...” เธอตอบเสียงอ่อยก้มหน้าเหมือนจะสำนึกผิด

            “ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอหาเงินมาใช้คืนฉันไม่ได้ ฉันก็จะแจ้งตำรวจ! ฉันตวาดลั่นด้วยความโกรธแล้วทำท่าจะเดินออกไปแจ้งตำรวจจริงๆ ทันใดนั้นผู้หญิงผมสั้นอีกคนนึงก็คว้าแขนฉันเอาไว้ก่อน

            “อะ เอ่อ พวกเราจะช่วยใช้คืนให้นะคะ ขอเวลาหน่อยเถอะค่ะ ใช่มั้ย? โนริคุง” เธอหันไปถามผู้ชายคนข้างๆ แล้วทั้งคู่ก็ผงกหัวรัว

            “นะ นี่... คุณเอมิ... คุณโนริ ดะ เดี๋ยวก่อนนะคะ คนที่เอาเงินของเธอมาคือฉันคนเดียวนะคะ พวกคุณทั้งคู่ไม่เกี่ยว..” ผู้หญิงที่ชื่อยูมิทำหน้าตกใจแล้วโบกมือพัลวัน

            “เกี่ยวสิ พวกเราก็กินเค้กด้วยเหมือนกันนะ! ถือว่าก็ขโมยมาเหมือนกันนั่นแหละ” ผู้หญิงชื่อเอมิตอบหนักแน่น ส่วนผู้ชายที่ชื่อโนริถึงจะไม่พูดอะไรแต่ก็ผงกหัวรับคำเช่นกัน

            “แบบนั้นไม่ใช่สิ...”

            “ไม่รู้ล่ะ ยังไงพวกเธอก็ต้องใช้เงินคืนให้ฉัน!!” ฉันพูดขัดจังหวะ “ไม่งั้นก็เจอกันที่โรงพักได้เลย!!

            “ตะ แต่ว่า...”

            “ขอเวลาเราหน่อยนะคะ เราจะใช้คืนให้แน่ๆ ค่ะ” ผู้หญิงที่ชื่อเอมิพูดแล้วหันไปหาผู้หญิงชื่อยูมิ “เนอะ ยูมิจัง”

            “ฉันจะรู้ได้ยังไงว่าพวกเธอจะไม่เบี้ยว แล้วถ้าพวกเธอหนีหายไปฉันจะทำยังไงล่ะ!” ฉันกอดอกขมวดคิ้วใส่อีกฝ่าย

            “งั้นคุณก็คอยจับตาดูพวกเราก็ได้นะคะ ถ้าเห็นว่าเราจะไม่คืนเงินก็แจ้งตำรวจได้เลยค่ะ ฉันชื่อเอมิ ไอ ถ้าจะแจ้งตำรวจก็แจ้งชื่อฉันได้เลยนะคะ” เธอยิ้มนิดๆ

            “เดี๋ยวสิคุณเอมิ! อะ เอ่อ ฉันมาเอดะ ยูมิค่ะ! ถ้าจะแจ้งตำรวจใส่ชื่อฉันไปคนเดียวเถอะนะคะ คุณเอมิไม่เกี่ยวค่ะ!” มาเอดะพูดขัดแล้วจ้องหน้าฉันหนักแน่น

            “ไม่นะยูมิจัง ฉันก็ใช้เงินของเธอคนนี้ด้วยเหมือนกันนะ ดังนั้นให้ฉันรับผิดชอบด้วยสิ...”

            “เอางั้นก็ได้” ฉันพูดเสียงเรียบขัดทั้งคู่ “ฉันจะจับตาดูเธอทุกฝีก้าวเลย... จนกว่าเธอจะใช้หนี้ฉันหมด!!”

           “เอ๋!? อะไรนะคะ!!?”

            “ไม่อย่างงั้นฉันก็จะแจ้งตำรวจ โอเคไหม ฉันให้เวลาพวกเธอแค่สองเดือนเท่านั้น จะผ่อนจ่ายหรือจ่ายมาทีเดียวยังไงก็แล้วแต่พวกเธอจะตกลงละกัน ระหว่างนี้ที่ฉันไม่มีเงินใช้ พวกเธอก็ต้องจ่ายเงินให้ฉันเป็นค่าดอกเบี้ยด้วย!” ฉันพูดเสียงโหดกอดอกหรี่ตามองอีกฝ่ายที่ทำหน้าเลิกลั่กแต่สุดท้ายก็ผงกหัวจำยอม

            ด้วยเหตุนี้ฉันจึงถูกโชคชะตาลากเข้าไปเล่นตลกอีกครั้ง เฮ้อ... มีที่ไหนรับสมัครพนักงานพาร์ทไทม์บ้างนะ

 
            -END of Chapter 1 part 1-
            Tsuneoki Saori (Kagami) No.4 

Comment

Comment:

Tweet